๙. บทส่งท้าย ขอบคุณความทุกข์
ดิฉันเป็นคนคิดมากตั้งแต่เด็ก จริงจังในทุก ๆ เรื่อง และบ่อยครั้ง จะมองโลกในแง่ร้าย เห็นอะไรรอบ ๆ ตัวในโลกเป็นความทุกข์ เรื่องความรักเวลาที่ต้องเจอกับความผิดหวัง รู้สึกราวกับโลกถล่ม แต่มาจนวันนี้คิดขอบคุณความทุกข์ที่สอนเรา ที่ทำให้เราเบื่อหน่าย และกลับกลายใช้ความมองโลกในแง่ร้ายมาตาลปัตรเป็นแง่ดี ด้วยเพราะว่าคนทุกข์จะสามารถเรียนรู้ทุกข์ ได้เข้าใจคนอื่นว่าเวลาที่คนอื่นเขาเจอแบบนี้เขาก็มีทุกข์ได้เหมือนกัน ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมเดียวกัน ที่หลงวนเวียนอยู่กับความไม่รู้ ที่ล่อหลอกให้วิ่งตามหาแต่สิ่งที่ไม่มีอยู่และไม่มีวันหาเจอโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าเราเป็นคนคิดน้อย หรือมีแต่ความสุข เราอาจไม่ได้ดิ้นรนอยากเรียนรู้อะไร เพราะความสุขอาจทำให้เราหลงเพลิน ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร และตายแล้วจะไปไหน ปล่อยให้ชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างมีสุข ก็หลงระเริงด้วยความไม่รู้ หลงทำบาป แล้วก็ตกต่ำ ต้องไปคร่ำครวญ ทำบุญแล้วก็มาเกิดอีก ต้องหลงไปอย่างนี้ตลอดกาล ไม่ได้หันมาลองศึกษาพุทธศาสนาที่อธิบายเรื่องกฎของธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จนถึงทุกวันนี้
การตามหาที่พักใจ หาที่พึ่งพิงโดยอิงอาศัยสิ่งอื่น ๆ หรือคนอื่น ๆ ไม่ใช่คำตอบที่เราควรนำชีวิตไปฝากไว้ เพราะไม่ว่าใคร ๆ หรืออะไรบนโลก ก็เปลี่ยนแปลงไป และไม่สามารถควบคุมได้ ต่อให้เราได้คู่ครอง ที่ดีสมดังใจ แต่ที่สุดแล้วก็มีความตายมาพรากคำว่า “คู่” ออกจากกัน ได้อยู่ดี แล้วอะไรล่ะที่จะเป็นหลักประกันความสุขที่ถาวร? แล้วความรักจะเป็นคำตอบเพื่อสร้างความทุกข์ หรือเพื่อจรรโลงสิ่งที่ดีขึ้นให้กับตัวเราเองและคนที่เรารัก? เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกเองได้
สำหรับดิฉันการแสวงหาคำตอบในชีวิตเริ่มต้นจากความทุกข์ ด้วยการเดินตามรอยเท้าของผู้แสวงหาทางเพื่อที่จะรู้จักความจริง เพื่อที่จะรู้จักตนเอง จนมาเข้าใจว่า ความทุกข์ในความรักที่ว่ามันร้ายนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเรารักใคร ๆ แล้วไม่สมหวังหรอก แต่เป็นเพราะเรารักตัวเอง ความรักตัวเราเองมากมายต่างหากที่ทำร้ายเรา พอเราเปลี่ยนแปลงคนอื่น หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เจอให้เป็นอย่างที่เราหวังไม่ได้เราจึงทุกข์ ต่อเมื่อเราเข้าใจความจริง เข้าใจกฎแห่งกรรมและธรรมชาติ และเปิดใจยอมรับความเป็นจริงที่เป็นสากลตลอดกาลนี้ เราก็จะสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง หยุดเพ่งโทษผู้อื่น สามารถมีความรักที่ไม่ก่อให้เกิดทุกข์อย่างแท้จริงทั้งกับผู้ให้และผู้รับ เป็นที่พึ่งให้กับตนเองและเป็นที่พึ่งให้กับคนอื่น
ธรรมะจากพระโอษฐ์
“ดูก่อนอุปกะ ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา
อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน
และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา
รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ
สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้ โดยความเป็นตนเป็นของตน
ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้
เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น
ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง
รู้สึกสักแต่ว่าได้รู้สึก
เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักแต่ว่า
ไม่หลงไหล พัวพัน มัวเมา
เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ
ปลอดโปร่งโล่งแจ่มใส เบิกบานอยู่
ดูก่อน อุปกะ..
เธอจงมองดูโลกนี้ โดยความเป็นของว่างเปล่า
มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่น
ถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย
ด้วยประการฉะนั้น เธอจะเบาสบายคลายทุกข์ คลายกังวล
ไม่มีความสุขใด ยิ่งไปกว่าการปล่อยวาง
และการสำรวมตนอยู่ในธรรม”
จนกว่าจะพบทางสิ้นสุดนั้น ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนค่ะ ^^